การพัฒนาองค์การฯ 4 การจัดการความเสี่ยง.pptx.pptx



การจัดการความเสี่ยง

บทที่ 4

1 / 58
next
Slide 1: Slide
New lesson editor

This lesson contains 58 slides, with text slides.

Items in this lesson



การจัดการความเสี่ยง

บทที่ 4


สาระสำคัญ


การจัดการความเสี่ยง หมายถึงการระบุ วิเคราะห์และไม่ว่าจะเป็นการยอมรับหรือเป็นการบรรเทาผลกระทบของความไม่แน่นอนในการลงทุนทำการตัดสินใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดการความไม่แน่นอนปรากฎขึ้นได้ตลอดเวลา ซึ่งนักลงทุนหรือผู้จัดการกองทุนวิเคราะห์บอกจำนวนที่มีศักยภาพสำหรับการสูญเสียในการลงทุน และจะใช้เวลาในการ

ดำเนินการที่เหมาะสม (หรือการไม่ดำเนินการ) ที่กำหนดวัตถุประสงค์ของการลงทุนและการยอมรับความเสี่ยง การจัดการความเสี่ยงที่ไม่มีประสิทธิภาพจะทำให้\ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงกับบริษัทเช่นเดียวกันกับแต่ละบุคคล ตัวอย่างเช่น การถดถอยเริ่มต้นใน ค.ศ. 2008สาเหตุซึ่งเกิดจากการไม่ควบคุมความเสี่ยงในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันทางการเงิน




สาระการเรียนรู้




1. ความหมายของการจัดการความเสี่ยง (Meaning of Risk Management)

2. ความสำคัญของการจัดการความเสี่ยง (Importance of Risk Management)

3. ประโยชน์ของการจัดการความเสี่ยง (Benefit of Risk Management)

4. วัตถุประสงค์ของการจัดการความเสี่ยง (Objective of Risk Management)

5. หลักของการจัดการความเสี่ยง (Principles of Risk Management)

6. กรอบการจัดการความเสี่ยง (Framework of Risk management)

7. หลักการ กรอบและกระบวนการ (Principle Framework Process)

8. ประเภทของการจัดการความเสี่ยง (Category of Risk Management)

9. องค์ประกอบของการจัดการความเสี่ยง (Factor of Risk Management)

10. ขั้นตอนของกระบวนการจัดการความเสี่ยง (Step of Risk Management Process)

11. การจัดการความขัดแย้งในองค์การ (Managing Conflict in Organizations)

12. วิธีบริหารจัดการความขัดแย้งในองค์การ (Method of Risk Management)

การจัดการความเสี่ยง หมายถึง การระบุ วิเคราะห์และไม่ว่าจะเป็นการยอมรับหรือเป็นการบรรเทาผลกระทบของความไม่แน่นอนในการลงทุนทำการตัดสินใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดการความไม่แน่นอนปรากฎขึ้นได้ตลอดเวลา ซึ่งนักลงทุน หรือผู้จัดการกองทุนวิเคราะห์บอกจำนวนที่มีศักยภาพสำหรับการสูญเสียในการลงทุน และจะใช้เวลาในการดำเนินการที่เหมาะสม (หรือการไม่ดำเนินการ) ที่กำหนดวัตถุประสงค์ของการลงทุนและ

การยอมรับความเสี่ยง การจัดการความเสี่ยงที่ไม่มีประสิทธิภาพจะทำให้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงกับบริษัท

เช่นเดียวกันกับแต่ละบุคคล ตัวอย่างเช่น การถดถอยเริ่มต้นใน ค.ศ. 2008

สาเหตุซึ่งเกิดจากการไม่ควบคุมความเสี่ยงในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันทางการเงิน



ความไม่แน่นอนของภาวะเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมามี ผลกระทบอย่างมากต่อวิธีการที่องค์การดำเนินธุรกิจในปัจจุบัน ความเสี่ยงเป็นสาเหตุหลักของความไม่แน่นอนในองค์การใดๆดังนั้น บริษัทหรือองค์การจึงให้ความสำคัญกับการระบุความเสี่ยงและจัดการก่อนที่จะส่งผลกระทบต่อธุรกิจ ความสามารถในการจัดการความเสี่ยงจะช่วยให้บริษัทหรีอองค์การต่างๆดำเนินการตัดสินใจทางธุรกิจในอนาคตได้อย่างมั่นใจมากขึ้น ความรู้เกี่ยวกับความเสี่ยงที่ต้องเผชิญจะทำให้องค์การมีทางเลือกมากมายในการจัดการกับปัญหาที่อาจเกิดขึ้น


ความเสี่ยงอาจมาจากทั้งภายในและภายนอก ความเสี่ยงภายนอกคือความเสี่ยงที่ไม่ได้อยู่ในการควบคุมของฝ่ายจัดการโดยตรง เช่น ประเด็นทางการเมือง อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศ อัตราดอกเบี้ยและอื่น ๆ ในขณะที่ความเสี่ยงภายในนั้นรวมถึงการไม่ปฏิบัติตามหรือการละเมิดข้อมูลในการปฏิบัติงานภายในองค์การ การจัดการความเสี่ยงมีความสำคัญในองค์การ เพราะหากไม่มีการดำเนินการจัดการความเสี่ยง บริษัทหรือองค์การอาจไม่สามารถกำหนดวัตถุประสงค์ในอนาคตได้ หากบริษัทหรือองค์การกำหนดวัตถุประสงค์โดยไม่คำนึงถึงความเสี่ยง โอกาสที่จะสูญเสียทิศทางเมื่อความเสี่ยงใดๆ เกิดขึ้น




ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาหลายบริษัทหรีอองค์การได้เพิ่มแผนกการบริหารความเสี่ยงไว้ในบริษัทหรือองค์การ บทบาทของแผนกจัดการความเสี่ยงนี้คือการระบุความเสี่ยง สร้างกลยุทธ์เพื่อป้องกันความเสี่ยง และดำเนินกลยุทธ์เหล่านี้โดยกระตุ้นให้สมาชิกทุกคนของบริษัทหรือองค์การให้ความร่วมมือในกลยุทธ์เหล่านี้ องค์การขนาดใหญ่มักเผชิญกับความเสี่ยงมากขึ้น ดังนั้น กลยุทธ์การจัดการความเสี่ยงจึงจำเป็นต้องมีความชับซ้อนมากขึ้นนอกจากนี้ทีมผู้บริหารความเสี่ยงยังมีหน้าที่ประเมินความเสี่ยงแต่ละประเภทและกำหนดความเสี่ยงที่มีความสำคัญต่อธุรกิจ ความเสี่ยงที่สำคัญคือความเสี่ยงที่อาจมีผลกระทบต่อธุรกิจ สิ่งเหล่านี้ควรให้ความสำคัญและควรจัดลำดับความสำคัญ เป้าหมายทั้งหมดของการบริหารความเสี่ยงคือ เพื่อให้แน่ใจว่าบริษัทหรีอองค์การยังคงได้รับความเสี่ยงแต่จะช่วยให้บรรจุเป้าหมายหลัก ในขณะที่คงรักษาความเสี่ยงอื่นๆ ไว้ภายใต้การควบคุมเนื่องจากการเน้นไปที่ความเสี่ยง ทำให้งานการบริหารความเสี่ยงเกิดขึ้น งานการบริหารความเสี่ยงมักถูกมองว่าเป็นงานที่เกี่ยวข้องทางการเงิน เพราะความเสี่ยงส่วนใหญ่ที่ธุรกิจเผชิญอยู่นั้นเกี่ยวข้องกับสถานะทางการเงินของบริษัทหรือองค์การ

4.3 ประโยชน์ของการจัดการความเสี่ยง (Benefit of Risk Management)

4.3.1 ระบุจุดปัญหาได้ง่ายขึ้น

4.3.2 ลดความประหลาดใจ

4.3.3 ข้อมูลคุณภาพที่ดีขึ้น

4.3.4 การสื่อสารที่ดีขึ้น

4.3.5 งบประมาณดีขึ้น

4.3.6 ความคาดหวังที่ดีกว่าของความสำเร็จ



4.3.7 มุ่งเน้นดีกว่า

4.3.8 ลูกค้าพึงพอใจ


3. สร้างวิธีการจัดการความเสี่ยง เครื่องมือและเทคนิคต่างๆ เพื่อช่วยในการวิเคราะห์ และการรายงานของเหตุการณ์ความเสี่ยงที่ระบุ และช่วยค้นหาวิธีที่จะระบุและประเมินความเสี่ยง พัฒนากลยุทธ์และแผนสำหรับกลยุทธ์การจัดการความเสี่ยงอย่างยั่งยืน














องค์การระหว่างประเทศว่าด้วยมาตรฐานสากล (ISO) ระบุหลักการจัดการความเสี่ยงดังต่อไปนี้

1. สร้างคุณค่าให้กับองค์การ

2. เป็นส่วนประกอบที่สำคัญ

ของกระบวนการต่างๆ ในองค์การ

3. เป็นส่วนหนึ่ง

ของกระบวนการตัดสินใจ

4. แสดงถึง

ความไม่แน่นอนได้อย่างชัดเจน

5. เป็นระบบ มีโครงสร้างและทันเวลา

6. ตั้งอยู่บนข้อมูลที่มีความพร้อมที่ดีที่สุด

7. ปรับให้เหมาะสมกับองค์การ

8. ขึ้นอยู่กับ

ข้อมูลพื้นฐานความพร้อมที่ดีที่สุด

9. โปร่งใสและครอบคลุม

10. เป็นแบบพลวัต กระทำซ้ำ

และตอบสนองการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง

1 1. ปรับปรุงให้สะดวกง่ายขึ้นอย่างต่อเนื่อง

และเพื่อประสิทธิภาพขององค์การ


ออกแบบกรอบ

สำหรับการจัดการความเสี่ยง

4.6 กรอบการจัดการความเสี่ยง

(Framework of Risk Management)

ข้อบัญญัติและพันธะสัญญา

เฝ้าติดตามและ

ทบทวนกรอบการ

จัดการความเสี่ยง

การดำเนินการ

จัดการความเสี่ยง

ปรับปรุงกรอบการ

จัดการความเสี่ยง

อย่างต่อเนื่อง


4.6 กรอบการจัดการความเสี่ยง

(Framework of Risk Management)

4.6.1 ข้อบัญญัติและพันธะสัญญา

บทนำของการจัดการความเสี่ยงและการสร้างความมั่นใจในประสิทธิภาพอย่าง

ต่อเนื่องต้องใช้ความมุ่งมั่นที่แข็งแกร่งและยั่งยืนโดยผู้บริหารขององค์การ เช่นเดียวกับการ

วางแผนเชิงกลยุทธ์และความเข้มงวดเพื่อให้บรรลุความมุ่งมั่นในทุกระดับ โดยผู้บริหารควร

จะกระทำดังนี้

1. ให้นิยามและให้การรับรองอย่างเป็นทางการต่อนโยบายการจัดการความเสี่ยง

2. ให้แน่ใจว่าวัฒนธรรมองค์การและนโยบายการจัดการความเสี่ยงมีความสอดคล้อง

3. กำหนดตัวชี้วัดประสิทธิภาพการจัดการความเสี่ยงซึ่งสอดคล้องกับตัวชี้วัดประสิทธิภาพขององค์การ

4. กำหนดวัตถุประสงค์ของการจัดการความเสี่ยงให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์และกลยุทธ์ขององค์การ

5. ข้อกฎหมายและระเบียบข้อบังคับต้องมีความสอดคล้องกัน

6. มอบหมายหน้าที่และความรับผิดชอบในระดับที่เหมาะสมภายในองค์การ

7. ทำให้แน่ใจว่าทรัพยากรที่จำเป็นต้องได้รับการจัดสรรสำหรับการจัดการความเสี่ยงอย่างเพียงพอ

8. สื่อสารประโยชน์ของการจัดการความเสี่ยงให้กับผู้มีส่วนได้เสียทั้งหมด

9. ทำให้แน่ใจว่ากรอบสำหรับการจัดการความเสี่ยงต่อเนื่องและคงความเหมาะสม


4.6 กรอบการจัดการความเสี่ยง

(Framework of Risk Management)

4.6.2 ออกแบบกรอบสำหรับการจัดการความเสี่ยง

ก่อนเริ่มต้นทำการออกแบบและดำเนินการตามกรอบการจัดการความเสี่ยง สิ่งที่

สำคัญเพื่อการประเมินและทำความเข้าใจทั้งสภาพแวดล้อมภายในและภายนอกขององค์การ

สภาพแวดล้อมภายในขององค์การประกอบด้วย

1. ระบบการจัดการ โครงสร้างขององค์การ บทบาทและความรับผิดชอบ

2. นโยบาย วัตถุประสงค์ และกลยุทธ์เพื่อให้ประสบผลสำเร็จ

3. ขีดความสามารถ ความเข้าใจในรูปแบบของทรัพยากรและความรู้ เช่น เงินทุนเวลา บุคลากร กระบวนการ ระบบ และเทคโนโลยีต่างๆ

4. ระบบข้อมูล และการไหลของข้อมูล และกระบวนการตัดสินใจ (ทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ)

5. ความสัมพันธ์ การรับรู้ และค่านิยมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายในองค์การ

6. วัฒนธรรมขององค์การ มาตรฐาน แนวทาง และรูปแบบที่นำมาใช้โดยองค์การ

7. รูปแบบ และขอบเขตของความสัมพันธ์ซึ่งผูกพันโดยสัญญา

8. กำหนดนโยบายการจัดการความเสี่ยง

สภาพแวดล้อมภายนอกขององค์การประกอบด้วย

1. สังคม วัฒนธรรม การเมือง กฎหมาย ข้อบังคับ การเงิน เทคโนโลยี เศรษฐกิจ

ธรรมชาติ และสภาพแวดล้อมในการแข่งขันไม่ว่าจะเป็นระดับนานาชาติ ระดับชาติ ระดับภูมิภาคหรือระดับท้องถิ่น

2. ตัวขับเคลื่อนที่สำคัญ และแนวโน้มส่งผลกระทบต่อวัตถุประสงค์ขององค์การ

3. การรับรู้ และค่านิยมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายนอกองค์การ

1. เข้าใจองค์การและบริบทหรือสภาพแวดล้อมขององค์การ


4.6 กรอบการจัดการความเสี่ยง

(Framework of Risk Management)

4.6.2 ออกแบบกรอบสำหรับการจัดการความเสี่ยง

ก่อนเริ่มต้นทำการออกแบบและดำเนินการตามกรอบการจัดการความเสี่ยง สิ่งที่

สำคัญเพื่อการประเมินและทำความเข้าใจทั้งสภาพแวดล้อมภายในและภายนอกขององค์การ

สภาพแวดล้อมภายในขององค์การประกอบด้วย

1. ระบบการจัดการ โครงสร้างขององค์การ บทบาทและความรับผิดชอบ

2. นโยบาย วัตถุประสงค์ และกลยุทธ์เพื่อให้ประสบผลสำเร็จ

3. ขีดความสามารถ ความเข้าใจในรูปแบบของทรัพยากรและความรู้ เช่น เงินทุน

เวลา บุคลากร กระบวนการ ระบบ และเทคโนโลยีต่างๆ

4. ระบบข้อมูล และการไหลของข้อมูล และกระบวนการตัดสินใจ (ทั้งที่เป็นทางการ

และไม่เป็นทางการ)

5. ความสัมพันธ์ การรับรู้ และค่านิยมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายในองค์การ

6. วัฒนธรรมขององค์การ มาตรฐาน แนวทาง และรูปแบบที่นำมาใช้โดยองค์การ

7. รูปแบบ และขอบเขตของความสัมพันธ์ซึ่งผูกพันโดยสัญญา

8. กำหนดนโยบายการจัดการความเสี่ยง

สภาพแวดล้อมภายนอกขององค์การประกอบด้วย

1. สังคม วัฒนธรรม การเมือง กฎหมาย ข้อบังคับ การเงิน เทคโนโลยี เศรษฐกิจ ธรรมชาติ และสภาพแวดล้อมในการแข่งขันไม่ว่าจะเป็นระดับนานาชาติ ระดับชาติ ระดับภูมิภาคหรือระดับท้องถิ่น

2. ตัวขับเคลื่อนที่สำคัญ และแนวโน้มส่งผลกระทบต่อวัตถุประสงค์ขององค์การ

3. การรับรู้ และค่านิยมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายนอกองค์การ

1. เข้าใจองค์การและบริบทหรือสภาพแวดล้อมขององค์การ


4.6 กรอบการจัดการความเสี่ยง

(Framework of Risk Management)

4.6.2 ออกแบบกรอบสำหรับการจัดการความเสี่ยง

2. นโยบายการจัดการความเสี่ยงควรชัดเจนระบุถึงวัตถุประสงค์ขององค์การและความมุ่งมั่นกับการจัดการความเสี่ยง และจัดทำเป็นแบบฉบับดังต่อไปนี้


1. คำชี้แจงเหตุผลขององค์การสำหรับการจัดการความเสี่ยง

2. เชื่อมโยงระหว่างวัตถุประสงค์ขององค์การ และนโยบาย และนโยบายการจัดการความเสี่ยง

3. สามัญสำนึกในหน้าที่ และความรับผิดชอบสำหรับการจัดการความเสี่ยง

4. มุ่งมั่นที่จะทำความพร้อมของทรัพยากรที่จำเป็นเพื่อช่วยสนับสนุนในหน้าที่และความรับผิดชอบสำหรับการจัดการความเสี่ยง

5. วิธีที่ซึ่งการปฏิบัติการจัดการความเสี่ยงจะถูกวัด และรายงาน และ

6. ความมุ่งมั่นเพื่อการทบทวน และปรับปรุงนโยบายการจัดการความเสี่ยง และกรอบการจัดการความเสี่ยงให้เป็นไปตามกำหนดเวลา และตอบสนองต่อเหตุการณ์หรือการเปลี่ยนแปลงสถานการณ์


4.6 กรอบการจัดการความเสี่ยง

(Framework of Risk Management)

4.6.2 ออกแบบกรอบสำหรับการจัดการความเสี่ยง

3. กำหนดหน้าที่ความรับผิดชอบ

1. องค์การต้องกำหนด ความรับผิดชอบ อำนาจหน้าที่ และความสามารถที่เหมาะสม

กับการจัดการความเสี่ยง รวมทั้งดำเนินการ และธำรงรักษากระบวนการจัดการความเสี่ยง

ประสิทธิภาพ และประสิทธิผลของการควบคุม

2. ระบุถึงเจ้าของความเสี่ยงซึ่งความรับผิดชอบ และมีอำนาจหน้าที่ในการจัดการความเสี่ยง

3. ระบุผู้ที่มีความรับผิดชอบสำหรับการดำเนินการพัฒนาและการบำรุงรักษากรอบ

สำหรับการจัดการความเสี่ยง

4. ระบุความรับผิดชอบอื่น ๆ ของบุคลากรทุกระดับในองค์การสำหรับกระบวนการจัดการความเสี่ยง

5. สร้างการวัดประสิทธิภาพของการดำเนินงาน และจัดทำรายงานทั้งภายนอก และภายในองค์การ

6. สร้างความมั่นใจในระดับที่เหมาะสมของความสำนึก และบูรณาการเข้าสู่กระบวนการขององค์การ


4.6 กรอบการจัดการความเสี่ยง

(Framework of Risk Management)

4.6.2 ออกแบบกรอบสำหรับการจัดการความเสี่ยง

4.การจัดการความเสี่ยงควรฝังตัวอยู่ในการปฏิบัติทั้งหมดขององค์การ


การจัดการความเสี่ยงควรฝังตัวอยู่ในการปฏิบัติทั้งหมดขององค์การ และ

กระบวนการในลักษณะที่มีความเกี่ยวข้องกับประสิทธิภาพ และประสิทธิผล กระบวนการ

จัดการความเสี่ยงจะกลายเป็นส่วนหนึ่ง และไม่แยกออกจากกระบวนการขององค์การเหล่า

นั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดการความเสี่ยงควรฝังตัวอยู่ในการพัฒนานโยบาย ธุรกิจ และ

การวางแผนกลยุทธ์ และการทบทวน และเปลี่ยนแปลงกระบวนการจัดการ แผนการจัดการ

ความเสี่ยงต้องกว้างครอบคลุมทั่วองค์การ และการจัดการความเสี่ยงจะถูกฝังตัวในทาง

ปฏิบัติ และกระบวนการขององค์การทั้งหมด แผนการจัดการความเสี่ยงสามารถบูรณาการ

เข้าสู่แผนการจัดองค์การอื่น ๆ เช่น แผนยุทธศาสตร์ขององค์การ



4.6 กรอบการจัดการความเสี่ยง

(Framework of Risk Management)

4.6.2 ออกแบบกรอบสำหรับการจัดการความเสี่ยง

5. ทรัพยากรต่างๆ


1. บุคลากร ทักษะ ประสบการณ์ และความสามารถ

2. ทัรัพยากรต่าง ๆ ที่จำเป็นสำหรับแต่ละขั้นตอนของกระบวนการจัดการความเสี่ยง

3. กระบวนการต่างๆ ขององค์การ

4. วิธีการ และเครื่องมือสำหรับการจัดการความเสี่ยง

5. กระบวนการ และขั้นตอนต่างๆ ในการจัดทำเอกสาร

6. ระบบการจัดการข้อมูล และความรู้ และ

7. โปรแกรมการอบรม


องค์การควรจัดสรรทรัพยากรต่างๆ ให้เหมาะสมสำหรับการจัดการความเสี่ยง

โดยพิจารณาถึงสิ่งต่อไปนี้


4.6 กรอบการจัดการความเสี่ยง

(Framework of Risk Management)

4.6.2 ออกแบบกรอบสำหรับการจัดการความเสี่ยง

6. สร้างการสื่อสารภายใน และกลไกการรายงาน

1. ส่วนประกอบที่สำคัญของกรอบการจัดการความเสี่ยง

2. การปรับเปลี่ยนใดๆ ในภายหลังจะมีการสื่อสารที่เหมาะสม

3. มีการรายงานภายในอย่างเพียงพอบนกรอบการจัดการความเสี่ยงที่มีผลลัพธ์ และประสิทธิผล

4. ข้อมูลที่เกี่ยวข้องได้รับจากการประยุกต์ใช้ในการจัดการความเสี่ยงที่มีความพร้อมในระดับ และเวลาที่เหมาะสม

5. มีกระบวนการต่าง ๆ สำหรับการปรึกษาหารือกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายในองค์การ

6. กลไกในการรายงานที่เหมาะสมเหล่านี้ควรจะรวบรวมข้อมูลจากหลาย ๆ แหล่งข้อมูลให้เป็นศูนย์รวมข้อมูล และอาจต้องพิจารณาถึงความไวของข้อมูล


องค์การควรสร้างการสื่อสารภายใน และกลไกการรายงานเพื่อที่จะสนับสนุน และส่งเสริมความรับผิดชอบ และความเป็นเจ้าของความเสี่ยง กลไกเหล่านี้

ควรจะมีองค์ประกอบดังต่อไปนี้


4.6 กรอบการจัดการความเสี่ยง

(Framework of Risk Management)

4.6.2 ออกแบบกรอบสำหรับการจัดการความเสี่ยง

7.สร้างการสื่อสารภายนอก และกลไกในการรายงาน

1. การมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายนอกอย่างเหมาะสม

2. สร้างความมั่นใจในการแลกเปลี่ยนข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ

3. การรายงานภายนอกให้สอดคล้องกับกฎหมาย กฎระเบียบ และข้อกำหนดของการปกครอง

4. จัดเตรียมข้อมูลป้อนกลับ และรายงานเกี่ยวกับการสื่อสาร และการให้คำปรึกษา

5. ใช้การสื่อสารเพื่อสร้างความเชื่อมั่นในองค์การ และการสื่อสารกับผู้มีส่วนได้เสียในกรณีที่เกิดวิกฤตหรือฉุกเฉิน

6. กลไกที่เหมาะสมเหล่านี้ควรจะรวบรวมข้อมูลจากหลาย ๆ แหล่งข้อมูลให้เป็นศูนย์รวมข้อมูล และอาจต้องพิจารณาถึงความไวของข้อมูล

องค์การควรพัฒนาและใช้แผนเป็นวิธีการที่จะสื่อสารกับผู้มีส่วนได้เสียภายนอก โดยเกี่ยวข้องกับส่วนต่างๆ ดังนี้


4.6 กรอบการจัดการความเสี่ยง

(Framework of Risk Management)

4.6.2 ออกแบบกรอบสำหรับการจัดการความเสี่ยง

7.สร้างการสื่อสารภายนอก และกลไกในการรายงาน

11. การมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายนอกอย่างเหมาะสม

2. สร้างความมั่นใจในการแลกเปลี่ยนข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ

3. การรายงานภายนอกให้สอดคล้องกับกฎหมาย กฎระเบียบ และข้อกำหนดของการปกครอง

4. จัดเตรียมข้อมูลป้อนกลับ และรายงานเกี่ยวกับการสื่อสาร และการให้คำปรึกษา

5. ใช้การสื่อสารเพื่อสร้างความเชื่อมั่นในองค์การ และการสื่อสารกับผู้มีส่วนได้เสียในกรณีที่เกิดวิกฤตหรือฉุกเฉิน

6. กลไกที่เหมาะสมเหล่านี้ควรจะรวบรวมข้อมูลจากหลาย ๆ แหล่งข้อมูลให้เป็นศูนย์รวมข้อมูล และอาจต้องพิจารณาถึงความไวของข้อมูล



องค์การควรพัฒนาและใช้แผนเป็นวิธีการที่จะสื่อสารกับผู้มีส่วนได้เสียภายนอก โดยเกี่ยวข้องกับส่วนต่างๆ ดังนี้


4.6 กรอบการจัดการความเสี่ยง

(Framework of Risk Management)

4.6.3 การดำเนินการจัดการความเสี่ยง



การดำเนินการตามกรอบของการจัดการความเสี่ยง

ควรมีขั้นตอนดังนี้

1. กำหนดระยะเวลาที่เหมาะสมและกลยุทธ์สำหรับการดำเนินการตามกรอบ

2. ใช้กระบวนการ และนโยบายการจัดการความเสี่ยงไปยังกระบวนการต่างๆ ของ

3. ปฏิบัติตามข้อกำหนดของกฎหมาย และกฎระเบียบ

4. สร้างความมั่นใจในการตัดสินใจรวมถึงการพัฒนา และสร้างวัตถุประสงค์

5. เก็บข้อมูล และฝึกอบรม

6. สื่อสาร และให้คำปรึกษากับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

7. การดำเนินการกระบวนการจัดการความเสี่ยง


4.6 กรอบการจัดการความเสี่ยง

(Framework of Risk Management)

4.6.4 เฝ้าติดตาม และทบทวนกรอบการจัดการความเสี่ยง




เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่า มีการจัดการความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ และต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานขององค์การ องค์การควรจะมีขั้นตอนการทำงานดังนี้

1. วัดประสิทธิภาพของการจัดการความเสี่ยงซึ่งจะมีการทบทวนเป็นระยะๆ

2. วัดความก้าวหน้าเป็นระยะๆ และวัดความเบี่ยงเบนจากแผนการจัดการความเสี่ยง

3. ทบทวนตามกำหนดเวลาไม่ว่าจะเป็นกรอบการจัดการความเสี่ยง นโยบาย และ

แผนยังคงเหมาะสมที่กำหนดให้ตามสภาพแวดล้อมภายใน และภายนอกองค์การ

4. รายงานความเสี่ยง ความก้าวหน้าของแผนการจัดการความเสี่ยง และวิธีที่ดีในการติดตามนโยบายการจัดการความเสี่ยง

5. ทบทวนประสิทธิผลของกรอบการจัดการความเสี่ยง


4.6 กรอบการจัดการความเสี่ยง

(Framework of Risk Management)

4.6.5 ปรับปรุงกรอบการจัดการความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง

ขึ้นอยู่กับผลของการติดตามและทบทวน การตัดสินใจควรทำด้วยวิธีของกรอบการจัดการความเสี่ยง สามารถทำการปรับปรุงนโยบายและแผน การตัดสินใจเหล่านี้นำไปสู่การปรับปรุงการจัดการความเสี่ยงขององค์การ และวัฒนธรรมการจัดการความเสี่ยง

4.7 หลักการ กรอบและกระบวนการ

(Principle Framework Process)






4.7.1 สร้างบริบทหรือสภาพแวดล้อมซึ่งเกี่ยวข้องกับสิ่งต่อไปนี้

1. ระบุความเสี่ยงในขอบเขตของความรู้ที่ถูกเลือกของสิทธิตามกฎหมายหรือผลประโยชน์

2. วางแผนส่วนที่เหลือของกระบวนการ

3. ร่างแผนดังต่อไปนี้

ㆍบรรเทาและแก้ปัญหาความเสี่ยง

โดยการใช้ความพร้อมด้านเทคโนโลยี

มนุษย์และทรัพยากรต่างๆขององค์การ

ㆍขอบเขตทางสังคมของการจัดการความเสี่ยง

ㆍเอกลักษณ์และวัตถุประสงค์ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

ㆍ พื้นฐานบนความเสี่ยงที่จะถูกประเมิน ข้อบังคับ

ㆍ กำหนดกรอบงานสำหรับกิจกรรม

และวาระการประชุมเพื่อการวินิจฉัย

ㆍพัฒนาการวิเคราะห์ความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องในกระบวนการ




หลังจากการสร้างบริบทหรือสภาพแวดล้อมแล้วขั้นตอนต่อไปของการจัดการความ เสี่ยงคือการระบุหรือวินิจฉัยความเสี่ยงที่ยังคงมีศักยภาพ การระบุหรือวินิจฉัยความเสี่ยง เริ่มต้นจากแหล่งของปัญหา คู่แข่ง (ผลประโยชน์) หรือปัญหาที่เกิดขึ้นจากตัวปัญหานั้นเอง

การระบุความเสี่ยงบนพื้นฐานของวัตถุประสงค์ องค์การและทีมการทำงาน

การตรวจสอบความเสี่ยงทั่วๆ ไป


การวิเคราะห์แหล่งของปัญหา

ซึ่งเป็นแหล่งของความเสี่ยง

การวิเคราะห์ปัญหาความเสี่ยง

อาจเกิดจากการคุกคาม


4.7.2 การระบุหรือวินิจฉัย


วิธีการวินิฉัยจะถูกสร้างให้เป็นแม่แบบหรือการพัฒนาแม่แบบสำหรับระบุแหล่งปัญหา หรือเหตุการณ์

วิธีการวินิจฉัยความเสี่ยง

โดยทั่วๆ ไปมีดังนี้

การระบุความเสี่ยงบนพื้นฐานของสถานการณ์ ในการวิเคราะห์สถานการณ์ที่แตกต่างกัน

การระบุความเสี่ยงบนพื้นฐานของการจัดหมวดหมู่


กำหนดแผนการความเสี่ยง






4.7.3 การวิเคราะห์ความเสี่ยง

หลังจากการสร้างบริบทหรือสภาพแวดล้อมแล้วขั้นตอนต่อไปของการจัดการความ

เสี่ยงคือการระบุหรือวินิจฉัยความเสี่ยงที่ยังคงมีศักยภาพ การระบุหรือวินิจฉัยความเสี่ยง

เริ่มต้นจากแหล่งของปัญหา คู่แข่ง (ผลประโยชน์) หรือปัญหาที่เกิดขึ้นจากตัวปัญหานั้นเอง

06

เป็นกระบวนการที่จะเข้าใจถึงธรรมชาติของความเสี่ยง และเพื่อกำหนดระดับของความเสี่ยง

วิเคราะห์ความเสี่ยงรวมถึงที่เกี่ยวข้องกับสาเหตุ และแหล่งที่มาของความเสี่ยง

ผลสีบเนื่องที่เป็นลบหรือบวกและโอกาสที่จะเกิดซึ่งผลสืบเนื่องเหล่านั้นจะปรากฎ

จัดเตรียมพื้นฐานสำหรับการประเมินความเสี่ยง และการตัดสินใจในการบำบัดรักษาความเสี่ยง

การวิเคราะห์ความเสี่ยงรวมถึงการประมาณค่าความเสี่ยง





4.7.4 การประเมิน

เมื่อความเสี่ยงได้ถูกระบุ ต้องทำการประเมินความรุนแรงที่มีศักยภาพโดยส่งผลกระทบ (โดยทั่วไป คือผลกระทบทางลบ เช่น ความเสียหายหรือความสูญเสีย) และความน่าจะเป็นของการเกิดเหตุการณ์ เพราะฉะนั้นในกระบวนการประเมินสิ่งที่สำคัญที่จะทำการตัดสินใจศึกษาอย่างดีที่สุดเพื่อที่จะจัดลำดับความสำคัญให้เหมาะสมกับการดำเนินการตามแผนการจัดการความเสี่ยง

06

การจัดการความเสี่ยงตามมาตรฐานสากล เSO 31000 : 2009 การจัดการความเสี่ยง

สามารถใช้โดยทุกองค์การซึ่งไม่คำนึงถึงขนาด กิจกรรมหรือภาคส่วน การใช้ ISO 31000

สามารถช่วยให้องค์การเพิ่มโอกาสในการบรรลุวัตถุประสงค์ ปรับปรุงการวินิจฉัยโอกาสต่างๆ

และการคุกคามและการจัดสรอย่างมีประสิทธิภาพและใช้ทรัพยากรเพื่อดูแลความเสี่ยง






4.7.5 การบำบัดความเสี่ยง

การบำบัดความเสี่ยงรวมถึงการเลือกทางเลือกหนึ่งหรือมากกว่าหนึ่งทางเลือกเพื่อ

ปรับเปลี่ยนความเสี่ยง และใช้ทางเลือกเหล่านั้น ทางเลือกของการบำบัดรักษาความเสี่ยง

ไม่จำเป็นต้องเป็นเหตุการณ์ที่เกิดพร้อมกัน หรือเหมาะสมในทุกสถานการณ์ ทางเลือกอาจ

รวมถึงสิ่งต่อไปนี้

06

การถ่ายโอน แบ่งปันความเสี่ยงให้กับหน่วยงานอื่นๆ

หลีกเลี่ยง หลีกเสี่ยงความเสี่ยงโดยตัดสินใจไม่เริ่มต้นหรือไม่กระทำต่อเนื่องใน

กิจกรรมซึ่งทำให้เกิดความเสี่ยง หรือโยกย้ายแหล่งของความเสี่ยง

การบรรเทา เปลี่ยนแปลงโอกาสที่จะเกิด และเปลี่ยนแปลงผลที่จะตามมา (ผลกระทบ)

การยอมรับ การรักษาความเสี่ยงโดยมีการตัดสินใจอย่างรอบรู้ และเพิ่มโอกาส

ความเสี่ยงเพื่อที่จะติดตามโอกาสที่จะเกิดกับองค์การ



1. สภาพแวดล้อมภายในองค์การ (Internal Environment)

2. การกำหนดวัตถุประสงค์ (Objective Setting)

3. การบ่งชี้เหตุการณ์ (Event Identification)

4. การประเมินความเสี่ยง (Risk Assessment)

5. การตอบสนองความเสี่ยง (Risk Response)

6.กิจกรรมการควบคุม (Control Activities)

7. สารสนเทศและการสื่อสาร (Information and Communication)

8. การติดตามผล (Monitoring)


4.9 องค์ประกอบของการจัดการความเสี่ยง

(Factor of Risk Management)




4.10 ขั้นตอนของกระบวนการจัดการความเสี่ยง

(Step of Risk Management Process)

การระบุความเสี่ยงจะช่วยให้แต่ละคนระบุความเสี่ยงเพื่อให้พนักงานปฏิบัติงานได้ ตระหนักถึงปัญหาที่มีอยู่และต้องดำเนินการอย่างรวดเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ การระบุและจำแนกความเสี่ยงเป็นขั้นตอนแรกในการจัดการความเสี่ยงเชิงรุก โดยจะให้โอกาสต่างๆตัวชี้วัด และข้อมูลที่จะช่วยให้องค์การยกระดับความเสี่ยงที่สำคัญก่อนที่จะส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อการปฏิบัติงานและธุรกิจ ขั้นตอนนี้มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับการเก็บรวบรวมโครงสร้างพื้นฐานของระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งเป็นการจัดหมวดหมู่ การระบุเหตุการณ์อย่างเป็นทางการ ปัญหา และข้อผิดพลาดที่รู้จักกันโดยต้นกำเนิด อาการและสาเหตุของความเสี่ยง

4.10 ขั้นตอนของกระบวนการจัดการความเสี่ยง

(Step of Risk Management Process)

การบรรยายความเสี่ยง

ก่อนที่ความเสี่ยงจะได้รับการแก้ไข การปฏิบัติงานของพนักงานต้องชัดเจนและคงที่โดยแสดงอยู่ในรูปแบบของการบรรยายความเสี่ยง การบรรยายความเสี่ยงเป็นการแสดงออกด้วยภาษาธรรมชาติของความสัมพันธ์เชิงสาเหตุระหว่างความจริง สถานะที่เป็นอยู่ของเหตุการณ์หรือคุณลักษณะ และศักยภาพ เหตุการณ์ลำดับที่สองที่ยังไม่เป็นจริง สถานะที่เป็นอยู่ของเหตุการณ์

ส่วนแรกของการบรรยายความเสี่ยงถูกเรียกว่าเป็นสภาพและให้รายละเอียดของสถานะที่เป็นอยู่ของเหตุการณ์หรือคุณลักษณะซึ่งการปฏิบัติงานอาจเป็นผลในการสูญเสียกำไรหรือลดผลกำไร

ส่วนที่สองของการบรรยายความเสี่ยง คือการบรรยายถึงคุณลักษณะที่ไม่พึงประสงค์

และผลสีบเนื่องมาจากคุณลักษณะที่ไม่พึงประสงค์ โดยคำบรรยายทั้งสองอย่างจะเชื่อมด้วย

คำว่า "เพราะฉะนั้นหรือดังนั้น" และตามด้วย "ด้วยเหตุที่" แสดงถึงความไม่แน่นอน (น้อยกว่า

100%) แต่มีความสัมพันธ์เชิงสาเหตุ


4.10 ขั้นตอนของกระบวนการจัดการความเสี่ยง

(Step of Risk Management Process)

การบรรยายความเสี่ยงที่ดีต้องมีลักษณะดังนี้

1. สร้างความเข้าใจในเรื่องความเสี่ยงทั่วๆ ไปและปรับปรุงความเข้าใจในเรื่องความ

2. สนับสนุนการประเมินและการจัดการความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ


องค์ประกอบของการบรรยายความเสี่ยง

เหตุการณ์ที่

ไม่แน่นอน

4.10.1 ขั้นตอนที่ 1 การระบุและจำแนกความเสี่ยง

วิธีการเขียนบรรยายความเสี่ยงอย่างมีคุณภาพโดยหลีกเลี่ยงการบรรยายเกี่ยวกับ

1. การบอกผลกระทบซึ่งอาจเกิดจากความเสี่ยงของเหตุการณ์เอง

2. ความเสี่ยงที่ไม่ส่งผลกระทบต่อวัตถุประสงค์

3. ความเสี่ยงซึ่งธรรมดาเป็นสิ่งตรงกันข้ามกับวัตถุประสงค์


ผลกระทบ

สาเหตุ

4.10 ขั้นตอนของกระบวนการจัดการความเสี่ยง

(Step of Risk Management Process)

เหตุใดจึงต้องอธิบายความเสี่ยงเป็นความสัมพันธ์ของสาเหตุและผลกระทบ


การเข้าใจถึงสาเหตุที่สำคัญที่สุดจะช่วยให้กำหนดการปฏิบัติที่เป็นไปได้อย่างดีที่สุดเพื่อจัดการความไม่แน่นอน เช่น การควบคุมเป้าหมาย การแก้ไขและปฏิบัติการเพื่อจัดการ

รากฐานของสาเหตุ การเข้าใจผลกระทบที่สำคัญที่สุดจะช่วยระบุแผนฉุกเฉินที่เหมาะสมในกรณีเป็นผลลงท้ายด้วยความเสี่ยง (กลายเป็นปัญหา)

ความสัมพันธ์ของสาเหตุและผลกระทบ

ด้วยการจัดการความเสี่ยงและปัญหา

เหตุการณ์ที่

ไม่แน่นอน

4.10.1 ขั้นตอนที่ 1 การระบุและจำแนกความเสี่ยง

ผลกระทบ

สาเหตุ

ระบุการควบคุม และถ้าจำเป็น

ปฏิบัติการจัดการปัญหาที่เป็น

สาเหตุรากฐานของความเสี่ยง

ระบุแผนฉุกเฉินความเสี่ยง

ที่กลายเป็นปัญหา


ช่วงความน่าจะเป็นของความเสี่ยง ค่าความน่าจะเป็นที่ใช้ในการคำนวณ

1% ถึง 33% 17%

34% ถึง 67% 50%

68% ถึง 99% 84%



ความน่าจะเป็นของความเสี่ยง

ในขั้นตอนการวิเคราะห์ความเสี่ยงจะมีพื้นฐานอยู่ด้วยกัน 4 ประการคือ

1. ความน่าจะเป็นของความเสี่ยง

4.10 ขั้นตอนของกระบวนการจัดการความเสี่ยง

(Step of Risk Management Process)

4.10.2 ขั้นตอนที่ 2 การวิเคราห์และจัดลำดับความสำคัญของความเสี่ยง

การวิเคราะห์และจัดลำดับความสำคัญจะเปลี่ยนแปลงการประมาณการหรือข้อมูลที่เกี่ยวกับความเสี่ยงเฉพาะ ซึ่งได้ถูกพัฒนาตลอดการระบุความเสี่ยงไปสู่รูปแบบที่สอดคล้อง

ซึ่งสามารถใช้เพื่อช่วยในการตัดสินใจไปยังการจัดลำดับความสำคัญ การจัดลำดับความสำคัญของความเสี่ยงช่วยให้การปฏิบัติงานเพื่อมอบหมายทรัพยากรในการจัดการความ

เสี่ยงที่สำคัญที่สุด

ตารางช่วงความน่าจะเป็นของความเสี่ยง

ผลกระทบของความเสี่ยง คือการประมาณการความรุนแรงของ

ผลกระทบ ขนาดของความสูญหาย ผลกระทบของความเสี่ยงควรวัดโดยตรงตามลำดับของความเสี่ยงซึ่งระบุไว้ในคำบรรยายความสี่ยง ผลกระทบทางการเงินอาจจะมีค่าใช้จ่ายในระยะยาวในการดำเนินงาน

และการสนับสนุนการสูญเสียส่วนแบ่งการตลาดค่าใช้จ่ายในระยะสั้นในการทำงานเพิ่มเติมหรือต้นทุนค่าเสียโอกาส



4.10 ขั้นตอนของกระบวนการจัดการความเสี่ยง

(Step of Risk Management Process)

4.10.2 ขั้นตอนที่ 2 การวิเคราห์และจัดลำดับความสำคัญของความเสี่ยง

2. ผลกระทบของความเสี่ยง

4.10 ขั้นตอนของกระบวนการจัดการความเสี่ยง

(Step of Risk Management Process)

4.10.2 ขั้นตอนที่ 2 การวิเคราห์และจัดลำดับความสำคัญของความเสี่ยง

3. โอกาสเสี่ยงภัย

โอกาสเสี่ยงภัยสามารถวัดจากภัยคุกคามโดยรวมของความเสี่ยง ที่รวมความน่าจะเป็นของการสูญเสียที่เกิดขึ้นจริงกับขนาดของความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้น (ผลกระทบ) เป็นค่าตัวเลขเดียว ในรูปแบบที่ง่ายที่สุดของการวิเคราะห์ความเสี่ยงเชิงปริมาณ โอกาสเสี่ยงภัยมีการคำนวณโดยการคูณความน่าจะเป็นของความเสี่ยงด้วยผลกระทบ

โอกาสความเสี่ยง = ความน่าจะเป็น x ผลกระทบ

ความเสี่ยงที่มีความน่าจะเป็นสูงและผลกระทบสูงเป็นการจัดการที่คุ้มค่าที่สุดและเป็นหนึ่งในค่าของโอกาสความเสี่ยงภัยสูงที่สุดด้วยเช่นกัน

4.10 ขั้นตอนของกระบวนการจัดการความเสี่ยง

(Step of Risk Management Process)

4.10.2 ขั้นตอนที่ 2 การวิเคราห์และจัดลำดับความสำคัญของความเสี่ยง

4. ตารางปัจจัยความเสี่ยง

แผนภูมิปัจจัยความเสี่ยงจะช่วยให้กลุ่มกำหนดโอกาสเสี่ยงภัยได้อย่างรวดเร็วที่จะ

เผชิญกับประเภททั่วๆ ไปของความเสี่ยงภัย

การวางแผนและการจัดตารางเวลาเป็นขั้นตอนที่สามของกระบวนจัดการความเสี่ยงจกรรมต่าง ๆ ในการวางแผนสามารถดำเนินการได้โดยการปฏิบัติงานด้านข้อมูลสารสนเทศซึ่งจะช่วยแปลรายการลำดับความสำคัญของความเสี่ยงไปสู่แผนการปฏิบัติงาน การวางแผน

ยังรวมถึงการพัฒนารายละเอียดของกลยุทธ์และรายละเอียดการดำเนินงานในแต่ละความเสี่ยงที่อยู่จุดสูงสุด

4.10 ขั้นตอนของกระบวนการจัดการความเสี่ยง

(Step of Risk Management Process)

4.10.3 ขั้นตอนที่ 3 การวางแผนและการจัดตารางเวลา



กิจกรรมต่างๆ ในการวางแผน

เมื่อมีการพัฒนาแผนเพื่อลดโอกาสที่จะเกิดความเสี่ยง

1. มุ่งเน้นไปที่การเกิดโอกาสความเสี่ยงสูง

2. กำหนดเงื่อนไขเพื่อลดสภาพความน่าจะเป็น

3. ค้นหารากฐานของสาเหตุที่ขัดขวางอาการที่แสดงความเสี่ยง

4. จัดการปัญหากับผลที่ตามมาภายหลังเพื่อลดผลกระทบ

5. พิจารณารากฐานของสาเหตุแล้วทำการค้นหาสภาพที่ใกล้เคียงกันในพื้นที่อื่นๆ ซึ่งอาจจะเกิดจากสาเหตุที่เหมือนกัน


ในระหว่างการปฏิบัติงานตามแผนจัดการความเสี่ยง ผู้ปฏิบัติงานด้านข้อมูล

สารสนเทศควรกำหนดจุดที่สำคัญ 6 จุด

ในการกำหนดแผนปฏิบัติการความเสี่ยง


4.10 ขั้นตอนของกระบวนการจัดการความเสี่ยง

(Step of Risk Management Process)

4.10.3 ขั้นตอนที่ 3 การวางแผนและการจัดตารางเวลา



  1. การวิจัย

    1. การยอมรับ

    2. การหลีกเลี่ยง

    3. การถ่ายโอน

  • การบรรเทาผลกระทบ

    • การวางแผนฉุกเฉิน

  1. วิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ

    1. การจัดลำดับความสำคัญ


การติดตามความเสี่ยงตรวจสอบสถานะของความเสี่ยงเฉพาะและความก้าวหน้าในการวางแผนการปฏิบัติงาน การติดตามความเสี่ยงยังรวมถึงการตรวจสอบความน่าจะเป็นผลกระทบ โอกาสเสี่ยงภัย และมาตรการอื่น ๆ ของความเสี่ยงสำหรับความเปลี่ยนแปลง



4.10 ขั้นตอนของกระบวนการจัดการความเสี่ยง

(Step of Risk Management Process)

4.10.4. ขั้นตอนที่ 4 ติดตามและรายงานความเสี่ยง




  1. การติดตามความเสี่ยง

ขั้นตอนการกำกับตรวจสอบการติดตามความเสี่ยงมีอยู่ด้วยกัน 3 ประการคือ

  1. ) เหตุการณ์หรือผลลัพธ์บางประการที่สามารถค้นหาหรือมองเห็นได้ง่าย และมีความสัมพันธ์กับโอกาสที่จะเกิดเหตุการณ์ที่ไม่พึงประสงค์ถ้าเป็นจริง ต้องดำเนินการใช้แผนฉุกเฉิน

    1. ) สภาพของความเสี่ยง ผลสีบเนื่อง ความน่าจะเป็น และผลกระทบ ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ (หรือจะพบว่าไม่ถูกต้อง) ต้องมีการทบทวน

    2. ) ความคืบหน้าของแผนบรรเทา ถ้าแผนกำหนดการอยู่เบื้องหลังหรือไม่ได้มีผลที่ต้องการจะต้องมีการทบทวน


ในระหว่างการติดตามขั้นตอนความเสี่ยงนี้ พนักงานผู้ปฏิบัติงานด้านข้อมูลสารสนเทศต้องรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับวิธีที่ความเสี่ยงกำลังเปลี่ยนแปลง ข้อมูลนี้จะช่วยสนับสนุนการตัดสินใจและการปฏิบัติซึ่งจะทำในข้อตอนต่อไป (ความเสี่ยงของการควบคุม)

2. การรายงานความเสี่ยง

การรายงานความเสี่ยงควรดำเนินการในสองระดับภายในและภายนอก สำหรับการดำเนินงานด้านข้อมูลสารสนเทศ (ภายใน) รายงานสถานะความเสี่ยงปกติควรพิจารณาในสี่สถานการณ์การจัดการความเสี่ยงที่เป็นไปได้สำหรับแต่ละความเสี่ยง:

1) การแก้ปัญหา ความเสี่ยงที่ได้รับการแก้ไขให้สมบูรณ์ตามการจัดทำแผนปฏิบัติการความเสี่ยง

2) ความสอดคล้อง การกระทำของความเสี่ยงที่อดคล้องกับแผนการจัดการความเสี่ยงในกรณีที่การดำเนินการแผนความเสี่ยงยังคงเป็นไปตามแผน

3) ความแปรปรวน ความเสี่ยงบางอย่างจะปฏิบัติอยู่ที่ความแปรปรวนกับแผนการจัดการความเสี่ยงในกรณีที่มาตรการแก้ไขควรจะกำหนดและดำเนินการ

4) ความไม่แน่นอน สถานการณ์ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญเกี่ยวกับหนึ่งหรือหลาย ๆ ความเสี่ยงและมักจะเกี่ยวข้องกับการกลับมาวิเคราะห์ความเสี่ยงหรือการ;างแผนกิจกรรมซ้ำๆ

4.10 ขั้นตอนของกระบวนการจัดการความเสี่ยง

(Step of Risk Management Process)

4.10.4. ขั้นตอนที่ 4 ติดตามและรายงานความเสี่ยง




  1. 3. วิธีการปฏิบัติที่ดีเลิศ

วิธีการปฏิบัติที่ดีเลิศดังต่อไปนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับขั้นตอนการติดตามและรายงานความเสี่ยง

  • การทบทวนเป็นประจำ

ทำให้การทบทวนความเสี่ยงเป็นส่วนหนึ่งของการทำงานปกติ

ทบทวน เหตุการณ์หรือผลลัพธ์บางประการที่สามารถค้นหาหรือมองเห็นได้ง่ายและมีความสัมพันธ์กับโอกาสที่จะเกิดเหตุการณ์ที่ไม่พึงประสงค์ถ้าเป็นจริงทั้งหมด

  • ทบทวนแนวโน้ม

มองหาแนวโน้มของข้อมูลที่มีความเสี่ยง

ความเสี่ยงจากการควบคุมเป็นกระบนการในการดำเนินแผนปฏิบัติการความเสี่ยงและรายงานสถานะความเชื่อมโยงเหล่านั้น ความเสี่ยงจากการควบคุมอาจเกิดจากการไม่มีประสิทธิผลของระบบการควบคุมภายในที่กำหนดไว้ ขั้นตอนความเสี่ยงจากการควบคุมซึ่งต้องใช้บุคลากรที่ถูกต้องปฏิบัติในเวลาที่ถูกต้อง เหมาะสม

4.10 ขั้นตอนของกระบวนการจัดการความเสี่ยง

(Step of Risk Management Process)

4.10.5 ขั้นตอนที่ 5 ความเสี่ยงจากการควบคุม





2. การสื่อสาร

ขั้นตอนความเสี่ยงจากการควบคุมเป็นขั้นตอนที่ต้องอาศัยการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพทั้งที่จะได้รับการแจ้งเตือนว่าบางส่วนของความเสี่ยงและแผนมีการเปลี่ยนแปลง และเพื่อ

ให้แน่ใจว่าใช้บุคลากรที่เหมาะสมที่จะดำเนินการในเวลาที่เหมาะสม ขั้นตอนความเสี่ยงจากควบคุมไม่มีประสิทธิภาพถ้าปราศจากการสื่อสารภายในข้อมูลสารสนเทศที่มีประสิทธิภาพ


1.วิธีปฏิบัติที่ดีเลิศ

วิธีปฏิบัติที่ดีเลิศจะเป็นประโยชน์ตลอดขั้นตอนความเสี่ยงของการควบคุม

การเรียนรู้จากความเสี่ยงควรดำเนินกิจกรรมอย่างต่อเนื่องตลอดกระบวนการจัดการความเสี่ยง และอาจเริ่มต้นในเวลาใด ๆ โดยมุ่งเน้นที่วัตถุประสงค์สำคัญ 2 ด้านคือ


4.10 ขั้นตอนของกระบวนการจัดการความเสี่ยง

(Step of Risk Management Process)

4.10.6 ขั้นตอนที่ 6 การเรียนรู้จากความเสี่ยง






3. การทบทวนความเสี่ยง

กระบวนการทบทวนความเสี่ยงควรมีการจัดการที่ดี เพื่อให้แนใจว่าการเรียนรู้ทั้งหมดจะสามารถเก็บเกี่ยวไว้ การทบทวนการบริหารการปฏิบัติงานเช่นเดียวกับการทบทวนความ

เสี่ยงเฉพาะให้เป็นบทเรียนสำหรับการเรียนรู้จากความเสี่ยง

4.ฐานความรู้ของความเสี่ยง

ฐานความรู้ของความเสี่ยงเป็นกลไกรูปแบบเป็นทางการหรือไม่เป็นทางการโดยองค์การต้องเรียนรู้เพื่อการจัดการความเสี่ยงในอนาคต ถ้าปราศจากฐานความรู้ องค์การอาจเป็นการยากในการใช้วิธีการเชิงรุกในการจัดการความเสี่ยง ฐานความรู้ของความเสี่ยงแตกต่างจากข้อมูลพื้นฐานของการจัดการความเสี่ยงซึ่งจัดเก็บและติดตามรายการความเสี่ยงแต่ละด้าน แผนและสถานะสำหรับการบริการเฉพาะ

1. จัดเตรียมการประกันคุณภาพในกิจกรรมต่าง ๆ ของการจัดการความเสี่ยง

2. ปรับปรุงกระบวนการจัดการความเสี่ยงโดยเก็บเกี่ยวข้อมูลป้อนกลับจากองค์การ

1. เก็บเกี่ยวบทเรียนที่เกี่ยวกับความเสี่ยง

การจำแนกความเสี่ยงเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพสำหรับกรสร้างความมั่นใจว่าบทเรียนจากประสบการณ์ก่อนหน้านี้มีความพร้อมกับกลุ่มที่จะดำเนินการประเมินความเสี่ยงในอนาคต

2. วิธีปฏิบัติที่ดีเลิศ

วิธีปฏิบัติที่ดีเลิศจะได้ประโยชน์ตลอดระหว่างการเรียนรู้จากขั้นตอนความเสี่ยง

ความขัดแย้งและความไม่เห็นด้วยที่เกิดขึ้นจากสมาชิกของทีมงานภายในองค์การ ซึ่งอาจเกิดขึ้นเนื่องจากแรงกดดันในการทำงาน กำหนดเวลาสุดท้ายที่ต้องทำให้เสร็จ ค่านิยมการกระทบกระทั่งกันและการสื่อสารผิดพลาดด้วยเหตุผลอื่น ๆ บ่อยครั้งที่องค์การต่างๆ ไม่ได้ทำการฝึกอบรมพนักงนให้จัดการความขัดแย้งได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่รู้ถึงกลยุทธ์

ในการทำจัดการความขัดแย้งนั้น

การจัดการความขัดแย้งรวมถึงการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างขององค์การเพื่อหลีกเลี่ยง

ความขัดแย้ง การเปลี่ยนแปลงสมาชิกในทีมงาน โดยทั่วไปใช้การถือเสียงข้างมากเป็นเกณฑ์

และการแก้ปัญหา รูปแบบการจัดการความขัดแย้งประกอบด้วยการช่วยเหลือผู้อื่น หลีก

เลี่ยงความขัดแย้ง การร่วมมือ การแข่งขันและการประนีประนอม

ดร.อิชา เองเกลเบิร์ก (Dr. Isa Engleberg) จากวิทยาลัยชุมชนพรินซ์จอร์จ ในมลรัฐแมรี่แลนด์ได้เสนอวิธีการ 4R สำหรับการจัดการความขัดแย้ง ดังนี้คือ

สำรวจเหตุผลและสาเหตุของความขัดแย้ง ในขณะที่ทำการดังกล่าว สมาชิกในทีมแต่ละคนควรจะเปิดกว้างและยังคงเคารพในความคิดเห็นซึ่งกันและกัน

1. เหตุผล (Reason)

กระตุ้นให้สมาชิกในทีมตรวจสอบปฏิกิริยาของพวกเขาต่อความขัดแย้งเพื่อระบุ

ปฏิกิริยาที่เป็นอันตรายซึ่งพวกเขาควรแก้ไขและสร้างสรรค์ปฏิกิริยาที่ควรส่งเสริม สิ่งนี้จะ

ช่วยให้สมาชิกในทีมให้คำมั่นสัญญาอีกเพื่อความสำเร็จของทีม

2. ปฏิกิริยา (Reaction)

ระบุสิ่งที่อาจเกิดขึ้นหากความขัดแย้งไม่ได้รับการแก้ไขและวิธีที่สมาชิกในทีมสามารถทำงานร่วมกันอย่างสร้างสรรค์เพื่อแก้ไขปัญหาและทำให้ทีมสามารถดำเนินการต่อไปได้


3. ผลลัพธ์ (Result)

ให้ทีมตัดสินใจตามแนวทางที่จะแก้ไขข้อขัดแย้งได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุดเนื่องจากสมาชิกในทีมไม่สามารถทำได้


4. การแก้ปัญหา (Resolution)


วิธีบริหารจัดการความขัดแย้งในองค์การ

มีดังต่อไปนี้

4.12 วิธีบริหารจัดการความขัดแย้งในองค์การ

(Method of Risk Management)



4.12 วิธีบริหารจัดการความขัดแย้งในองค์การ

(Method of Risk Management)


ประเมินและทำความเข้าใจ

กับการตอบสนองทางอารมณ์ของคน

การตระหนักรู้ในตนเองเป็นกุญแจสำคัญ

ฟังทุกคนที่เกี่ยวข้องและฟังมุมมองของพวกเขา

แก้ปัญหาจากต้นกำเนิดของปัญหา

ยอมรับผู้คนในทุกสิ่งที่พวกเขาเป็น (และไม่เป็น)

อย่าลืมข้อเสนอแนะในเวลาปกติ

ร่วมมือกับทีมเพื่อสร้างกฎระเบียบการแก้ไขข้อขัดแย้ง

ทำงานร่วมกับทีมเพื่อสร้างแนวทางการสื่อสาร

บังคับใช้มาตรการที่ทีมยอมรับ

ตรวจสอบให้แน่ใจว่าคุณมีคนที่เหมาะสม

การจัดการความเสี่ยงและการจัดการความขัดแย้งในองค์การถูกนำมาใช้ในองค์การ

เพื่อลดความเสี่ยงและลดความขัดแย้งในด้านต่าง ๆ ขององค์การ โดยมีกระบวนการจัดการ

ความเสี่ยงและวิธีบริหารจัดการความขัดแย้ง ตลอดจนการระบุความเสี่ยง การวิเคราะห์

ความเสี่ยง การประเมินความเสี่ยง บำบัดความเสี่ยง ตลอดจนเฝ้าติดตามและทบทวน

ความเสี่ยง